|
อำเภอแม่แจ่ม เป็นหนึ่งในอำเภอของจังหวัดเชียงใหม่ มีอาณาเขตติดต่อกับอำเภอและจังหวัดใกล้เคียงดังนี้
- ทิศเหนือ ติดต่อกับอำเภอปาย จังหวัดแม่ฮ่องสอน
- ทิศใต้ ติดต่อกับอำเภอฮอด จังหวัดเชียงใหม่
- ทิศตะวันออก ติดต่อกับอำเภอสะเมิง อำเภอแม่วาง และ อำเภอจอมทอง จังหวัดเชียงใหม่
- ทิศตะวันตก ติดต่อกับอำเภอขุนยวม อำเภอแม่ลาน้อย และ อำเภอเมือง จังหวัดแม่ฮ่องสอน
|
 |
 |
ประวัติเมืองแจ๋มในอดีต
ก่อนอื่นต้องมารู้จักกับคำว่า “เมืองแจ๋ม” กันก่อน ซึ่งแต่เดิมนั้นเรียกกันว่า “แจม”ซึ่งครั้งโบราณกาลนั้น พระสัมมาสัมพุทธเจ้ากับพระมหากัจจายนะ ได้จาริกผ่านมาทางยอดดอย “อ่างกา” (ดอยอินทนนท์) และเช้าวันหนึ่งเมื่อพระพุทธเจ้าออกบิณฑบาตโปรดสัตว์ มีย่าลัวะเฒ่าคนหนึ่งนำปลาปิ้งครึ่งตัวมาใส่บาตร พระบรมศาสดาจึงตรัสถามย่า ลัวะว่า “แล้วปลาอีกครึ่งตัวมีไหน” ย่าลัวะทูลตอบว่า “เก็บไว้ให้หลาน” พระพุทธเจ้าทรงรำพึงว่า “บ้านนี้เมืองนี้มัน แจม แต๊นอ” ซึ่งต่อมาดินแดนนี้จึงได้ชื่อว่า “เมืองแจม” คำว่า “แจม” เป็นภาษาลัวะ แปลว่ามีน้อย ไม่พอเพียง หรือขาดแคลน (หวิด ๆ ขาด ๆ) ต่อมาเมื่อกลุ่มคนไท-ยวน(ไต) มาอยู่ จึงเรียกชื่อตามสำเนียงไทย-ยวนว่า “เมืองแจ๋ม” และเพี้ยนเป็นเมืองแจ่มหรือ แม่แจ่ม อันเป็นนามมงคล หมายถึงให้เมืองนี้เป็นเมืองแห่งความแจ่มใส ลบความ “แจม” ตามความหมายเดิม
|
| อำเภอแม่แจ่ม เป็นดินแดนแห่งหนึ่ง ที่ตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ของจังหวัดเชียงใหม่ มีหมู่บ้านอยู่ตามที่ราบและกระจัดกระจายอยู่ตามหุบเขาใหญ่น้อยที่ล้อมรอบเรียงรายอยู่ มองจากที่สูงลงมาจะเหมือน “ก้นกะทะ” มีลำน้ำไหลผ่าน ท่ามกลางมวลพฤกษาชาตินานาพันธ์ ปรากฏอยู่ในดินแดนสุวรรณภูมิ ดินแดนแห่งนี้เดิมเป็นที่อาศัยของชนชาติลัวะ (ละว้า) ซึ่งครอบครองดินแดนแถบนี้ ตลอดจนถึงบางส่วนของลานนาไทยในอดีต ชนเผ่าลัวะมีความเจริญไม่แพ้พวกขอม-มอญ ซึ่งเป็นเจ้าของดินแดนแห่งนี้ร่วมกัน เพียงแต่แยกการปกครองออกเป็นหมู่เหล่า เป็นอิสระ ไม่ขึ้นตรงต่อพวกใด ชนใดมีความเข้มแข็งก็ตั้งตัวเป็นเจ้าเมืองขึ้นปกครองกันเอง มีความเจริญนานับประการในครั้งนั้น |
| ตามหลักฐานทางประวัติศาสตร์ ไม่ว่าจะเป็นวัดวาอาราม จิตรกรรมฝาผนัง เครื่องปั้นดินเผา อาจจะเป็นเพราะในอดีต “เมืองแจ๋ม” เป็นเส้นทางการค้าขาย ระหว่าง พม่า ไทย จีน และอินเดียก็เป็นได้ เพราะสินค้าของทุกประเทศ ตกทอดมาสู่รุ่นลูกหลานซึ่งได้รับจากบรรพบุรุษที่อยู่ในสมัยนั้นด้วย ตามตำนาน ชนเผ่าที่อาศัยอยู่ที่นี่มาก่อน คือ ลัวะ หรือละว้า ซึ่งคงอยู่มานานก่อนหน้านั้นแล้ว และได้สร้างวัฒนธรรมของตนจนรุ่งเรือง มีวิถีชีวิตที่เรียบง่าย ต่อมาเมื่อมีกลุ่มคนไท-ยวน (ไต) เข้ามามากเข้า อำนาจของลัวะจึงหมดไป แต่ลัวะเริ่มเรืองอำนาจขึ้นมาใหม่อีกครั้งในยุคสมัยของพระยามังราย ซึ่งถือว่าเป็นเชื้อสายลัวะเหมือนกัน |
|
| |
|
|
|
 |
แล้วคนไท-ยวน มาจากไหน? เมื่อต้นพุทธศตวรรษที่ 18 สิงหนวัติกุมาร ได้พา กลุ่มชาติพันธ์ไท หรือ วงศาไทเมือง มาจากแคว้นโยน (ยูนนาน) มาสร้างเมืองใหม่ในพื้นที่ ที่มีชนพื้นเมืองลัวะอาศัยอยู่ก่อน แต่อาศัยการวางตนเป็นผู้ที่มีวัฒนธรรมสูงกว่าลัวะ จึงได้ยึดอำนาจและตั้งอำนาจในการปกครองขึ้นมา อาศัยอยู่ในดินแดนสุวรรณโคมคำ |
| แล้วถ้าจะมีคำถามว่า “เมืองแจ๋ม” นั้นตั้งมากี่ปีแล้ว ตามหลักฐาน เช่น คิชฌกุฏ ในวิหารของวัดยางหลวง พระเจ้าตนหลวง วัดกองกาน พระพุทธรูปหล่อด้วยสัมฤทธิ์ ศิลปะตระกูลช่างเชียงแสน และสุโขทัย ซึ่งมีอายุเกิน 500 ปีขึ้นไป ดังนั้น เมืองแจ๋มก็น่าจะตั้งมาไม่ต่ำว่า 500 ปีเช่นกัน แต่ถ้าจะมาวิเคราะห์กันถึงปี พ.ศ ให้ละเอียดกันอีกหน่อย ราว ๆ ต้นพุทธศตวรรษที่ 18 (พ.ศ. 1800) สิงหนวัติกุมาร ได้พากลุ่มคนไท อพยพมาจากแคว้นยูนนาน แล้วยึดอำนาจจากลัวะในสมัย “ปู่จ้าวลาวจก” หรือ”ลวจักรราช” บรรพบุรุษของ “พระยามังราย” แล้วต่อมาเมื่อกลุ่มคนไท เสื่อมอำนาจลง “ปู่จ้าวลาวจก” จึงสถาปนาตนเองเป็น ปฐมกษัตริย์ กลุ่มคนไทจึงกระจัดกระจายกันไปคนละทิศคนละทาง ซึ่งตามประวัติของเมืองแจ๋มที่กล่าวไว้ว่า เริ่มมีคนไทเข้ามา ก็คงจะในสมัยของ”สิงหนวัติกุมาร” นั่นเอง เพราะประวัติของเมืองแจ๋ม ก็มีเรื่องราวที่เกี่ยวข้องกับสิงห์อยู่เหมือนกัน แล้วถ้าเราลองมานับปี พ.ศ กันแล้ว ปีนี้ พ.ศ. 2545-1800 จะได้ประมาณ 745 ปี ซึ่งก็ใกล้เคียงกับหลักฐานที่อยู่ตามวัด เช่น คิชฌกุฏ ที่กล่าวไว้ว่า ไม่น่าจะต่ำกว่า 500 ปี หรืออาจจะราว ๆ นี้ (อันนี้เป็นข้อสมมุติฐานของข้าพเจ้าเอง) นี่เป็นเพียงส่วนหนึ่งของประวัติ “เมืองแจ๋ม” |